กฎ 5 ข้อที่ต้องรู้ก่อนฝึกพูดภาษาอังกฤษ

ก่อนที่จะฝึกพูดภาษาอังกฤษกันลองดูแนวทางก่อนดีกว่า

กฎข้อที่ 1 Grammar อย่ามากเกิน

อาจจะฟังดูแปลกๆสำหรับหลายๆคนนะครับแต่นี่แหละครับคือกฎที่สำคัญที่สุดเลย แต่ถ้าคุณอยากสอบผ่านได้เกรดดีๆล่ะก็ grammar ก็คงปล่อยไม่ได้ละครับ ถ้าคุณเน้นใช้งานอยากพูดภาษาอังกฤษได้คล่อง ชัดแจ๋วก็อย่าพึ่งไปสนมากเลยครับไอเจ้า grammar เนี่ย

การเรียน grammar มากๆจะทำให้คุณสับสน งง ซึ่งนอกจากจะยากแล้วยังทำให้พัฒนาการในการพูดช้าลงด้วยคับ อย่างเช่นหากจะพูดประโยคสักประโยคนึงแล้วคุณมัวแต่คิดมากว่าอะไรจะต้องมาก่อนมาหลังมันจะทำให้คุณสับสนในตัวเองคับ คุณควรพูดให้เป็นธรรมชาติให้ออกมาจากจิตใต้สำนึกเชื่อไหมครับว่า คนที่พูดอังกฤษได้มีแค่ส่วนน้อยเท่านั้นที่รู้ grammar เกิน 20% ของ grammar ทั้งหมด ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ที่เรียนภาษาอาจรู้มากกว่าเจ้าของภาษาเองซะอีก ผมได้เจอครูสอนภาษาชาวต่างชาติคนนึง เค้าบอกว่าเค้าสอนภาษาอังกฤษมา 10 ปีแต่นักเรียนของเค้ากลับรู้ grammar มากกว่าเขาซะอีก เค้าบอกว่าเค้าแค่ดูคำจำกัดความอย่างผิวเผินและก็นำมาประยุกต์ใช้มันเท่านั้นเอง กฎ grammar ต่างๆไม่ได้อยู่ในหัวของเค้าเลย เค้าบอกว่า เค้าก็มีเพื่อนที่มักจะถามเค้าเรื่อง grammar บ่อยๆเหมือนกันแต่เค้าก็รู้คำตอบที่ถูกต้องแค่ไม่กี่ข้อเท่านั้น ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างของคนที่สามารถพูด อ่าน และสนทนาภาษาอังกฤษกับคนอื่นได้อย่างคล่องแคล่วโดยที่ไม่ค่อยสนใจ grammar เลย

เชื่อผมเถอะครับอย่าไปเครียดกับไวยากรณ์มากครับ

 กฎข้อที่ 2. เรียนภาษาจากวลีดีกว่า

นักเรียนภาษาหลายๆคนมักพยายามจะจำคำศัพท์มากๆและพยายามจะสร้างประโยคขึ้นจากคำศัพท์พวกนั้น ครูสอนคนเดิมบอกว่าเค้าแปลกใจมากที่นักเรียนของพวกเค้ารู้คำศัพท์ตั้งเยอะแต่ไม่สามารถนำมาสร้างประโยคที่เหมาะสมได้ เหตุผลที่เป็นเช่นนี้เพราะพวกเขาไม่ได้เรียนรู้ หรือจำพวกวลีหรือกลุ่มคำนั้นเอง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเด็กๆที่หัดพูดเค้าเรียนรู้ทั้งวลีและคำศัพท์ควบคู่กันไป ซึ่งโดยทั่วไปแล้วถ้าคุณอยากฝึกภาษาล่ะก็ผมแนะนำว่าคุณต้องเรียนรู้จากวลี

ถ้าคุณรู้คำศัพท์ 1000 คำ คุณอาจจะไม่สามารถสร้างประโยคที่ถูกต้องได้สักประโยค แต่ถ้าคุณรู้วลีสัก 1 วลี คุณสามรถสร้างประโยคที่ถูกต้องได้เป็นร้อยๆประโยค และถ้าคุณรู้สัก 100 วลีล่ะคุณจะแปลกใจเลยว่าคุณสามารถสร้างสรรค์ประโยคได้มากมาย แต่ถ้าคุณรู้วลีเท่ากับคำศัพท์ที่คุณรู้คือ 1000 วลีคุณจะพูดอังกฤษชัดเท่ากับเจ้าของภาษาเลยเชียวล่ะ

และอีกข้อแนะนำเวลาที่คุณอยากจะสร้างประโยคภาษาอังกฤษขึ้นมาคือ อย่าพยามที่จะแปลมันเป็นภาษาไทยก่อนแล้วค่อยนำมาแปลงเป็นภาษาอังกฤษมันควรจะทำให้เป็นธรรมชาติและให้รู้อัตโนมัติไปเลยโดยให้คุณจำเป็นวลีหรือประโยคแทนซึงวิธีการนี้จะทำให้คุณไม่คิดกังวลเรื่องคำที่พูดออกมามากเกินไป

 กฎข้อที่ 3. แค่อ่านและฟังยังไม่พอต้องฝึกพูดทุกคำที่ได้ยิน

การฟัง พูด และการอ่านเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเรียนภาษาอังกฤษ แต่การพูดได้อย่างคล่องแคล่วและราบรื่นก็เป็นสิ่งจำเป็นที่สุด โดยปกติแล้วสำหรับเด็กที่เพิ่งฝึกพูดภาษา(หมายถึงเด็กที่เริ่มพูดนะครับ)พวกเขามักจะพูดได้ชัดก่อนจากนั้นเค้าก้จะอ่านหนังสือได้ และก็เขียนได้ตามลำดับแบบนี้ ซึ่งนี้แหละเป็นกระบวนการที่เป็นปกติและเป็นธรรมชาติที่สุดแต่ปัญที่พบในการเรียนภาษามักจะเป็นอย่างนี้ครับ

ปัญหาข้อแรก ที่โรงเรียนมักจะสอนให้อ่านก่อนเป็นอันดับแรก แล้วก็เขียน แล้วค่อยมาพูดซึ่งการทำอย่างนี้เป็นกระบวนที่ผิดธรรมชาติมากครับ

ปัญหาข้อที่สองคือ คนส่วนใหญ่ที่สามารถเขียนได้ และฟังเข้าใจเพราะพวกเขาฝึกฝนการพูดก็ต้องการการฝึกฝนเหมือนกันแคนส่วนมากมักหยุดอยู่แค่การฟังได้ ฟังเข้าใจและมักจะไม่ค่อยฝึกพูดกันสักเท่าไร ถ้าอยากพูดได้แล้วละก็พูดออกมาเลยคับ ถ้าคุณพูดออกมามันไม่ใช่แค่ได้ฝึกพูดอย่างเดียวคุณยังได้ยินเสียงที่คุณพูดออกมาด้วยเป็นการฝึกการฟังไปด้วยในตัว  คุณควรฝึกพูดให้เสียงดังๆให้คุ้นเคยกับประโยคนั้นๆจนคุณรู้สึกไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามอย่างมากหรือจนคุณคล่องแล้ว สามรถพูดออกมาโดยไม่ต้องคิดหรือแปลทีละคำ ถ้าคุณทำตามนี้รับรองคับคุณจะสามารถพูดได้อย่างเจ้าของภาษาแน่นอนคับ

กฎข้อที่ 4 คุณต้องจมอยู่กับภาษาอังกฤษ

      การพูดภาษาอังกฤษได้นั้นไม่เกี่ยวกับว่าคุณฉลาดแค่ไหน จริงๆแล้วทุกคนสามารถเรียนภาษาใดก็ได้ เพราะต่อให้ให้คุณโง่แค่ไหนอย่างคุณก็ต้องสามารถได้อย่างน้อย 1 ภาษานั้นก็คือภาษาของคุณเอง

การที่คุณพูดได้นั้นคุณต้องใช้เวลาทั้งหมดอยู่กับภาษานั้นๆ ซึ่งในประเทศของเราเราได้ยินและพูดภาษาไทยกันอยู่เสมอๆ อีกอย่างคือคุณจะสังเกตได้ว่าคนที่พูดภาษาอังกฤษได้หรือเรียนอังกฤษเก่งนั้นมาจากโรงเรียนสองภาษาหรือโรงเรียนที่พูดภาษาอังกฤษกัน ซึ่งที่เค้าพูดภาษาอังกฤษกันได้เพราะถูกแวดล้อมด้วยการพูดภาษาอังกฤษและจำเป็นต้องใช้อยู่เสมอๆ

นอกจากพวกโรงเรียนสองภาษาแล้วก็ยังมีอีกพวกที่พบว่าสามารถพูดภาษาอังกฤษคือพวกที่ไปเรียนที่ต่างประเทศที่พูดภาษาอังกฤษ และก็ยังมีอีกพวกนึงที่ไปเรียนต่างประเทศแต่ก็ยังพูดอังกฤษไม่ได้นั่นเป็นเพราะพวกเค้าอาจจะมีเพื่อนที่พูดไทยได้ทำให้พวกเขาไม่ได้ฝึกใช้ภาษา

คุณไม่จำเป็นต้องไปต่างประเทศถึงจะพูดภาษาอังกฤษได้ คุณแค่ต้องทำยังไงก็ได้ให้คุณแวดล้อมไปด้วยภาษาอังกฤษได้ใช้ภาษาอยู่เป็นประจำทุกวัน อย่างเช่น คุณอาจจะตั้งกฎกันขึ้นมาเล่นๆกับเพื่อนคือทุกครั้งที่เจอกันต้องพูดเป็นภาษาอังกฤษ หรือคุณอาจจะใช้ smart phone ของคุณฟังภาษาอังกฤษในทุกๆที่

กฎข้อที่ 5 เรียนแต่สิ่งที่ถูกต้อง

คำกล่าวที่ว่า “การฝึกฝนทำให้คุณสมบูรณ์” ดูเหมือนจะห่างไกลความจริงอยู่มาก การฝึกฝนทำให้คุณเก่งขึ้นในสิ่งที่ฝึกแล้วถ้าคุณแต่ประโยคที่ผิดๆก็จะทำให้คุณเก่งในการสร้างประโยคผิดๆดังนั้นการเรียนในสิ่งที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

ปัญหาอีกอย่างที่มักจะเห็นอยู่บ่อยๆคือนักเรียนมักจะเรียนภาษาอังกฤษจากข่าวซึ่งภาษาที่เขาใช้ค่อนข้างจะเป็นทางการและเนื้อหาค่อนข้างจะเป็นทางด้านการเมืองและมักไม่ค่อยจะได้ใช้ในชีวิตจริง การทำความเข้ากับภาษาพวกนี้ค่อนข้างจะยากซึ่งควรจะศึกษาจากง่ายๆก่อนหรือพื้นฐานก่อน

การเรียนอังกฤษกับเพื่อนที่ไม่ใช่เจ้าของภาษาก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่งเพราะเราไม่รู้ว่าสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นถูกต้องหรือเปล่าถ้าเขาพูดผิดเราก็จะเรียนรู้สิ่งผิดๆดังนั้นคุณต้องคิดให้ดีว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิด